มาใช้งานซัก 1 ระบบ อาจจะยังไม่เข้าใจว่า เครื่องเสียงห้องประชุมที่มีราคาถูกกับราคาแพงนั้นต่างกันอย่างไร แล้วเราควรลงทุนแบบไหน แนะนำให้อ่านบทความนี้ให้จบ แล้วท่านจะเข้าใจถึงการเลือกอุปกรณ์เครื่องเสียงห้องประชุมได้อย่างถูกต้อง
อุปกรณ์เครื่องเสียงห้องประชุมนั้น จะประกอบไปด้วย ชุด ไมโครประชุม ไมโครโฟนแบบมือถือ เครื่องผสมสัญญาณเสียง เครื่องขยายเสียงและลำโพง ส่วนระบบภาพก็จะมีในส่วนของจอแสดงผล เครื่องฉาย Projector เครื่องสลับสัญญาณภาพ กล้องวิดีโอ คราวนี้เรามาดูอุปกรณ์แต่ละตัวว่าซื้อของถูกกับของแพงนั้นต่างกันอย่างไร
1. ชุดไมโครโฟนประชุม

ชุด ไมโครประชุม นั้นมีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งสำหรับห้องประชุม ที่ต้องการพูดพร้อมกันหลาย ๆ คน ราคาของชุด ไมโครประชุม นั้น ตัวไมโครโฟนมีราคาตั้งแต่หลัก 2 พันต้น ๆ ไปจนถึงตัวละแสน ทำไมมันถึงราคาต่างกันอย่างนี้ แล้วมีดีอะไรที่ทำให้ราคาต่างกันเยอะมากมาย
จากประสบการณ์ในการทำงานด้านติดตั้งเครื่องเสียงห้องประชุมมา ไมโครโฟน ราคาหลักพันต้น ๆ นั้นสามารถใช้งานได้เหมือนกัน เพียงแต่คุณภาพของเสียงและวัสดุที่ใช้ประกอบตัวเครื่องนั้นอยู่ในเกรดคุณภาพต่ำ ถ้าพูดถึงเรื่องคุณภาพเสียงนั้น แน่นอนว่าเสียงจะไม่มีมีความไพเราะเท่ากับตัวที่มีราคาแพง ก้านไมโครโฟนหักง่ายเมื่อใช้ไปไม่นาน ลำโพงมีเสียงที่เบากว่าไมโครโฟนประชุมราคาแพง
แต่บางครั้งไมโครโฟนประชุมราคาหลักแสนก็ไม่ตอบโจทย์ในการใช้งานเหมือนกัน หากเราต้องการแค่พูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไม่ต้องการโหวตลงคะแนน ฟังการแปลภาษา การเสียบบัตรแสดงตัวตน ซึ่งฟังก์ชั่นเหล่านี้มักจะอยู่ในไมโครโฟนประชุมที่มีราคาแพงเท่านั้น
หากจะแนะนำให้เลือกซื้อก็ควรดูการใช้งานและงบประมาณเป็นหลัก ถ้าพอมีงบประมาณก็ควรที่จะซื้อไมโครโฟนที่เป็นยี่ห้อได้มาตรฐานในการประชุม ราคาก็จะอยู่ประมาณหลักหมื่นต้น ๆ ต่อไมโครโฟนประชุม 1 ตัว
ถ้าเป็นไมโครโฟนประชุม แบบไร้สายนั้น ส่วนใหญ่จะต้องดูที่ความแข็งแรงของคลื่นสัญญาณ ไมให้โดนแทรกจากคลื่นสัญญาณอื่น ๆ ภายนอกได้ง่าย ของที่มีคุณภาพถูกมักจะมีปัญหาเรื่องคลื่นสัญญาณเป็นอันดับแรก และก็คุณภาพเสียงที่ฟังไม่ชัดเจน จะสู้อุปกรณ์ไมโครโฟนประชุมไร้สายที่มีราคาแพงไม่ได้ จะมีความเสถียรเรื่องของคลื่นสัญญาณมากกว่า
2. ไมโครโฟนแบบมือถือ

ไมโครโฟนแบบมือถือนั้น มีทั้งแบบใช้สายและไร้สาย หลัก ๆ แล้ว ตัวไมโครโฟนที่มีราคาถูกจะมีคุณภาพเสียงที่แข็งกระด้างไม่มีความไพเราะ หากเป็นไมโครโฟนไร้สาย ก็จะมีปัญหาเรื่องของการรับส่งสัญญาณที่มีความไม่เสถียร รวมถึงความคงทนในการใช้งานของอุปกรณ์อีกด้วย
3. เครื่องผสมสัญญาณเสียง

สำหรับเครื่องผสมสัญญาณเสียงนั้น แยกได้เป็น เครื่องผสมสัญญาณเสียงแบบอนาล็อคกับแบบดิจิตอล ในส่วนของเครื่องผสมสัญญาณเสียงแบบอนาล็อกนั้นราคาจะขึ้นอยู่กับจำนวนช่องสัญญาณและอุปกรณ์วงจรขยายสัญญาณด้านใน ยิ่งมีช่องสัญญาณเยอะขึ้น ราคาก็จะแพงขึ้นตามไปด้วย
ในส่วนของเครื่องผสมสัญญาณเสียงแบบดิจิตอลนั้น หัวใจหลักของราคาคือ คุณภาพของ DSP ประมวลผลสัญญาณเสียง หากใช้ของที่มีคุณภาพสูง คุณภาพเสียงที่ได้ก็จะดีขึ้น ราคาก็จะสูงเพิ่มมากขึ้นอีกด้วย แต่สำหรับห้องประชุมขนาดเล็กไปจนถึงขนาดกลาง ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องผสมสัญญาณเสียงดิจิตอลราคาหลักหลายแสนหรือหลักล้าน เพราะมันเกินความจำเป็นไปมาก ให้อยู่ราคาประมาณหลักไม่เกิน 5 หมื่นบาทก็ถือว่าเพียงพอแล้ว
4. เครื่องขยายเสียงและลำโพง


ลำโพง นั้นเป็นหัวใจหลักในการเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าเป็นสัญญาณเสียงให้ได้ยิน ลำโพง ราคาถูกจะไม่สามารถเปล่งความถี่อกมาได้อย่างครบถ้วน ต่างจาก ลำโพง ราคาแพงที่เปล่งความถี่ออกมาได้ครบถ้วนสมบูรณ์ ทำให้ความชัดเจนขาดหายไป โดยเฉพาะย่านความถี่ฮาร์มอนิกทั้งหลาย ลำโพง ราคาแพงจะทำได้ดีกว่าจึงให้เสียงที่ไพเราะกว่า ลำโพง ราคาถูก อีกทั้งยังมีความคงทนกว่าอีกด้วย
5. จอแสดงผล

ระบบภาพนั้นจะสังเกตได้ง่ายกว่าระบบเสียง เพราะสามารถมองด้วยตาเปล่าได้ อุปกรณ์ที่มีราคาถูกสีจะไม่ตรงกับความเป็นจริงและแสดงเฉดสีออกมาได้น้อยกว่าจอแสดงผลที่มีราคาแพง อายุการใช้งานของหลอดภาพก็จะใช้งานได้น้อยกว่าจอราคาแพง ๆ หากต้องการความทนทานและแสดงสีได้ครบถ้วยตรงตามต้นฉบับ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องลงทุนกับอุปกรณ์ราคาแพง หากแค่ต้องการให้เห็นภาพไม่ต้องการความเที่ยงตรงของสี ของราคาถูกก็ใช้งานได้เหมือนกัน
6. เครื่องฉายโปรเจคเตอร์

เครื่องฉายProjectorนั้นส่วนใหญ่แล้วราคาจะขึ้นอยู่กับความสว่างและเทคโนโลยีของหลอดภาพ เครื่องฉาย Projector ราคาถูกก็จะให้ความสว่างที่น้อยได้ความละเอียดต่ำ เครื่องฉาย Projector ราคาแพงก็จะได้ความสว่างสูงและความละเอียดสูงตามไปด้วย
7. เครื่องสลับสัญญาณภาพ

เครื่องสลับสัญญาณภาพนั้นเป็นเครื่องประมวลผลสัญญาณภาพแบบดิจิตอลซะส่วนใหญ่ ราคานั้นจะขึ้นอยู่กับความละเอียดของภาพ และความรวดเร็วในการประมวลผล ซึ่งถ้าประมวลผลช้า ก็จะทำให้ภาพที่เห็นมาช้ากว่าเสียงมาก ความคมชัดก็จะน้อยกว่าเครื่องที่มีราคาแพง
8. กล้องวิดีโอ

กล้องวิดีโอที่ใช้สำหรับห้องประชุมนั้น จะเป็นกล้องที่เป็น PTZ หรือ Pan Tilt Zoom ความแม่นยำของมอเตอร์และความทนทานถือเป็นเรื่องสำคัญ เพราะหากใช้ของที่มีราคาถูกมอเตอร์จะพังเร็วและทำให้ตำแหน่งที่บันทึกไว้เพี้ยนได้ง่าย ค่าสีและความคมชัดก็มีผลต่อราคาเช่นเดียวกัน หากอย่างกล้องที่ให้ค่าสีเที่ยงตรง ความคมชัดสูง ระบุตำแหน่งได้แม่นยำ ก็ต้องลงทุนกับกล้องราคาแพง
สรุป
อุปกรณ์เครื่องเสียงและอุปกรณ์ระบบภาพในห้องประชุมนั้น ของราคาแพงมักจะให้คุณภาพที่ดีกว่าของราคาถูก แต่การเลือกซื้อนั้นให้เลือกตามความจำเป็นต่อการใช้งานเป็นหลัก และระยะเวลาในการใช้งาน หากใช้ประชุมตั้งแต่เช้าถึงเย็นสัปดาห์ละ 5 วัน ก็ควรใช้อุปกรณ์ที่มีราคาแพง เพราะมีความทนทานมากกว่า แต่หากนาน ๆ ใช้ครั้งก็เลือกคุณภาพระดับกลาง ๆ อย่าถึงกับถูกมาก ให้เพิ่มงบประมาณอีกหน่อยซื้อของที่มีคุณภาพกลาง ๆ ก็พอใช้งานได้ดีกว่าของราคาถูกแน่ ๆ ที่ไม่รู้ว่าเปิดขึ้นมาจะใช้ได้หรือเปล่า คุณภาพมาพร้อมกับราคาที่แพงกว่าเสมอ เลือกของให้ตรงกับความต้องการในการใช้งานให้เหมาะสมเป็นสิ่งดีที่สุด
สอบถามสินค้าอื่นๆ ติดต่อทาง siamprojector
ติดต่อได้ที่ เบอร์โทร 095-4466266 , 089-8415456 , 02-101-9982






















