วิธีเลือกซื้อจอคอมพิวเตอร์ หรือมอนิเตอร์ โดยละเอียด
บทความนี้ เราจะมาเจาะลึกถึง วิธีเลือกซื้อจอคอมพิวเตอร์ หรือ Computer Monitor เพื่อจุดประสงค์ในการใช้ทำงานเป็นหลัก สิ่งแรกเลยที่ต้องคำนึงคือเรื่องของขนาดจอภาพ เช่น ต้องการ 19-inch, 21.5-inch หรือ 24-inch เป็นต้น โดยจะเป็นการวัดระยะจากมุมหนึ่ง ไปอีกหมุ่มหนึ่งเป็นเส้นทะแยงมุมเป็นหน่วยนิ้ว การเลือกขนาดเป็นสิ่งสำคัญเนื่องจากเราต้องทำงานอยู่กับจอภาพทั้งวัน หากจอเล็กไปก็จะดูไม่ชัด หรือจอใหญ่ไปก็อาจจะทำให้ท่านไม่สบายตาได้เช่นกัน นอกจากขนาดแล้ว การจะเลือกจอโดยละเอียดนั้นต้องดูจากหลายอย่างประกอบกัน
วิธีเลือกซื้อจอคอมพิวเตอร์ จากชนิดจอภาพ
ในที่นี้จะอธิบายเกี่ยวกับเทคโนโลยีพาเนล (Panel) ของจอภาพ ในปัจจุบันส่วนใหญ่แล้วจะเป็น IPS (In-plane Switching) และ TN (Twisted Nematic) โดยพาเนลเหล่านี้จะเป็นจอภาพแบบ LCD ทั้งหมด ซึ่งพาเนล IPS และ TN ต่างก็เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานการผลิตสำหรับจอภาพ แต่ก็จะมีการผลิตที่อัพเกรดไปจากเดิม และผู้ขายเปลี่ยนชื่อเรียกตามเทคโนโลยีของผู้ผลิตเป็นอย่างอื่น เช่น WLED LCD, Comfy View LED คือ TN และ IPS-Level, PLS , AHVA คือ IPS ทั้งหมดจะคล้ายกันมากแทบจะแยกไม่ออกกันเลย
เพื่อช่วยให้ทุกคนทราบถึง วิธีเลือกซื้อจอคอมพิวเตอร์ได้ดีขึ้น ขอเจาะลึกรายละเอียดชนิดจอภาพออกมาเพิ่มเติมดังนี้
TN (Twisted Nematic)
จะเป็นเทคโนโลยีเก่า ต้นทุนต่ำ แต่ถ้าเป็น TN เกรดสูง ๆ ก็อาจจะมีคุณภาพเทียบเท่ากับ IPS ได้ในบางรุ่น ข้อเสียคือ มุมมองภาพแคบ เวลามองเหลือบ ๆ แสง หรือมองจากด้านข้าง ก็จะเป็นสีฟุ้ง ๆ ภาพซีดจาง จึงไม่เหมาะที่จะนำมาทำงานด้านกราฟิก เหมาะแก่การใช้งานทั่วไป หรือเล่นเกมกันมากกว่า สำหรับคนที่ไม่ได้คิดมาก ก็อาจจะเลือก TN Panel มาเป็นตัวเลือกสำหรับนักเรียน หรือทำงานเอกสารได้ เนื่องจากเป็นการลดต้นทุนในการผลิต ทำให้มีราคาถูกลงไปด้วย
IPS (In-pane Switching)
เป็นเทคโนโลยีใหม่ ที่ทำให้จอภาพมีสีสันสดใส องศาการมองภาพก็กว้างอีกด้วย มีค่าสีที่แม่นยำ ส่วนมากแล้วจะเป็นจอภาพระดับสูง ที่ใช้งานสำหรับงานด้านกราฟิก เนื่องจากมีค่าความสว่าง และสีที่เที่ยงตรงมากกว่าแบบ TN และมีราคาสสูงกว่ากว่าไม่มากเท่าไหร่

หากคุณมีงบประมาณ วิธีเลือกซื้อจอคอมพิวเตอร์ ก็ควรเลือกแบบ IPS ไปเลยเพื่อคุณภาพที่เหนือกว่า แต่หากต้องการประหยัด และไม่ได้ใช้งานออกแบบกราฟฟิคสูงเท่าไหร่ เลือกแบบ TN ก็จะเซฟค่าใช้จ่ายลงได้
ขอบเขตสีของหน้าจอ (Color Space)
การแสดงของสีในหน้าจอ ก็เป็นปัจจัยสำคัญของ วิธีเลือกซื้อจอคอมพิวเตอร์ เช่นกัน โดยหลักๆ จะถูกกำหนดมาตรฐานมา มีอยู่ด้วยกัน 4 แบบ ที่เราเคยได้ยินมา เช่น sRGB, Adobe RGB, DCI-P3 และ NTSC ทั้ง 4 มาตรฐานนี้ ถูกออกแบบ มาให้ใช้งานที่ต่าง ๆ กัน ดังนี้
sRGB
คือของเขตสีที่คุ้นชิน และใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ใช้สำหรับงานกราฟิกต่าง ๆ ที่ต้องการค่าของสีที่ตรง อย่าง จอภาพโฆษณาที่ที่ติดตามห้าง หรือสื่อโฆษณาดิจิตอลต่าง ๆ เป็นต้น โดย+จอที่มีขอบเขตสีที่ตรง ๆ ต้องมีค่า 97 – 100% sRGB หรืออาจจะสูงกว่านั้นก็ได้
AdobeRGB
มาตรฐานจาก Adobe Systems ขอบเขตสีสำหรับแต่งภาพ และผลิตสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ มีขอบเขตสีที่กว้างกว่า sRGB จึงนิยมใช้กันในอุตสาหกรรมการพิมพ์เป็นหลัก แต่เพื่อที่จะให้สีของ AdobeRGB ออกมาถูกต้องตามภาพ จำเป็นต้องมีซอฟต์แวร์ และฮาร์ดแวร์ที่ทำงานร่วมกัน เช่น โปรแกรมกราฟิก จอภาพ และเครื่องพิมพ์
DCI-P3
คือขอบเขตสีมาตรฐานที่ใช้กันในวงการภาพยนตร์ดิจิทัล ในอเมริกา มีขอบเขตสีที่กว้างกว่า sRGB ประมาณ 25% สำหรับจอภาพมารตฐานที่มีค่า DCI-P3 97% ขึ้นไป จะถือว่าเป็นจอภาพแบบ HDR หรือ Wide Gamut
NTSC
คือมาตรฐานขอบเขตสีที่กำหนดโดย The National Television System Committee ซึ่งจริงๆ แล้วเป็นมาตรฐานที่กำหนดขึ้นมาเพื่อใช้กับโทรทัศน์ มีขอบเขตสีกว้างที่สุดมีหน่อยวัดเป็น % เหมือนกับมาตรฐานอื่น ๆ เช่น 72% NTSC
- 45% NTSC จะมีค่าขอบเขตสี sRGB อยู่ที่ประมาณ 55-66%
- 72% NTSC จะมีค่าขอบเขตสี sRGB อยู่ที่ประมาณ 93-100%
- 94% NTSC จะมีค่าขอบเขตสี sRGB อยู่ที่ประมาณ 130% ขึ้นไป
พื้นผิวของจอภาพ
พื้นผิวของจอภาพ ก็เป็นเรื่องสำคัญเช่นกัน ในปัจจุบันจะมี 2 ตัวเลือกด้วยกัน จะมีเป็นผิวด้าน (Anti-glare, Matte) ช่วยลดแสงสะท้อนเข้ามาที่จอ ทำให้เห็นภาพชัดเจน แม่อยู่ในที่ที่มีแสงสว่างมาก ปัจจุบันจอภาพส่วนใหญ่จะเป็นผิวด้านเกือบจะทั้งหมด และอีกชนิดคือแบบ ผิวมันเงา (Glossy) ข้อดีของจอผิวมันเงา คือจะให้ภาพที่ดูคมชัดกว่า ส่วนมากจะเป็นกระจก หรืออาจจะเป็นการเครือบฟิล์มมาเฉย ๆ ก็ได้เช่นกัน ขอเสียของจอแบบ Glossy คือ มันจะสะท้อน แสง หรือเงาของวัตถุต่าง ๆ เข้าไปที่จอภาพโดยตรง ทำให้เราเกิดความรำคาญสายตาได้ หากท่านใช้งานอยู่ห้องมืด ๆ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร
จะเห็นได้ว่า พื้นผิวจอภาพก็เป็นสิ่งที่ต้องคำนึงใน วิธีเลือกซื้อจอคอมพิวเตอร์เช่นกัน เพราะฉะนั้น ก่อนจะเลือกซื้อต้องคอยเช็คความต้องการการใช้งานของ User ให้ดีก่อน
ความละเอียด (Resolution)
วิธีเลือกซื้อจอคอมพิวเตอร์ ต้องคำนึงถึงความละเอียดด้วย เป็นอีกส่วนที่ต้องดูก่อนจะตัดสินใจ เพราะเรื่องของความละเอียด ที่ระบุเป็นพิกเซล ของจอภาพ ตัวอย่างเช่น HD+ 1600×900, FHD 1920x1080px หรือ UHD 3840x2160px ซึ่งค่าตัวเลขเหล่านี้ จะเป็นค่าตัวเลขที่จอภาพสามารถแสดงออกมาได้
มันคือค่าด้านแนวนอน x แนวตั้ง เช่น 1920x1080px = แนวนอนมีเม็ดพิกเซลเรียงตัวกันอยู่จำนวน 1920 เม็ด และแนวตั้งมีค่าเม็ดพิกเซลเรียงตัวกันทั้งหมด 1080 เม็ด นั้นเองครับ ยิ่งมีจำนวน Pixel มาก จอภาพก็จะยิ่งละเอียดมากนั่นเอง
ค่าความสว่าง (Brightness)
สำหรับจอภาพจะมีระดับความสว่างของแสงที่ใช้หน่วยเป็น nits (นิตส์) หน้าจอส่วนใหญ่จะมีค่าความสว่างอยู่ประมาณ 150 – 500 nits หรือค่าความเข้มของการส่องสว่างเป็น cd = Candela (แคนเดลา) ก็ได้ เช่นหรือหากเป็นจอที่เป็นเกรดสูง ๆ หน่อยก็จะมีค่าความสว่างที่ 5,000 – 10,000 nits กันเลย ซึ่งยิ่งสว่างมาก ก็จะยิ่งสู้แสงภายนอกได้มาก ทำให้เราเห็นภาพชัดเจนนั่นเองครับ
ความสว่างของจอภาพ ถือว่าเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของ วิธีเลือกซื้อจอคอมพิวเตอร์ เหมือนกัน โดยเฉพาะสถานที่ที่มีแสงสว่างโดยรอบสูง ซึ่งจำเป็นต้องใช้จอคอมที่มีแสงสว่างสูงเช่นกัน เพื่อให้เห็นภาพแสดงผลที่ชัดเจน
อัตราการกระพริบ (Refresh Rate)
ค่านี้มีผลต่อความลื่นไหนในการใช้งาน ไม่ใช้ว่าให้ใช้งานได้เร็วขึ้น แต่จะเป็นการแสดงผลในการกระพริบของหน้าจอ กล่าวคือยิ่งกระพริบมาก ก็ยิ่งดูลื่นตามากขึ้น จอภาพปกติจะใช้ค่า Refresh Rate อยู่ที่ 60Hz เป็นค่ามาตรฐาน
ส่วนจอเล่นเกม Gaming Monitor ส่วนใหญ่จะมีค่า Refresh Rate อยู่ที่ 75Hz, 120Hz หรือ 144Hz ขึ้นไป ในส่วนนี้ก็มีผลกับราคาด้วยเช่นกัน หากใช้งานทั่ว ๆ ไปก็ไม่จำเป็นต้องใช้ค่า Refresh Rate สูงก็ได้ แต่สำหรับการเล่นเกม มีค่า Refresh Rate สูง ยิ่งทำให้การเห็นภาพเคลื่อนไหวชัดเจนยิ่งขึ้นประมาณนี้
สอบถามสินค้าอื่นๆ ติดต่อทาง siamprojector
ติดต่อได้ที่ เบอร์โทร 095-4466266 , 089-8415456 , 02-101-9982






















