บทความโปรเจคเตอร์

มินิโปรเจคเตอร์

มินิโปรเจคเตอร์ส่วนใหญ่นั้นออกแบบมากะทัดรัดสำหรับพกพาได้ง่าย เราแนะนำให้คุณเลือกมินิโปรเจคเตอร์ น้ำหนักไม่เกิน 1 กิโลกรัม เพื่อความสะดวกในการขนย้าย แต่ถ้าคุณชอบพกมินิโปรเจคเตอร์ ติดตัวไว้ในกระเป๋าถือของคุณไปไหนมาไหนตลอดเวลาแล้วล่ะก็ เราแนะนำให้พกรุ่นที่น้ำหนักเบาไม่เกิน 500 กรัม

อย่างไรก็ตาม มินิโปรเจคเตอร์ ที่มีขนาดกะทัดรัดเกินไปมีผลทำให้ความละเอียดของภาพและฟังก์ชั่นต่าง ๆ ลดลง หากความละเอียดของภาพไม่ดีเท่าที่ควร ตัวอักษรก็อาจจะเบลอในขณะใช้งาน ทำให้คุณไม่สามารถอ่านเนื้อหาการประชุมตามที่คาดการณ์ไว้ได้ ซึ่งเราไม่แนะนำสำหรับนักธุรกิจที่ต้องใช้ในงานเจรจาธุรกิจสำคัญ เพราะอาจจะทำให้เสียงานได้ จะเห็นได้ว่านอกเหนือจากเรื่องน้ำหนักและขนาดแล้ว การตรวจสอบเรื่องความละเอียดของภาพก็สำคัญเช่นกันครับ

เลือกมินิโปรเจคเตอร์จากความละเอียด ระบบสี อัตราส่วนความคมชัดและค่าความสว่าง

ความสวยงามของภาพที่จะฉายขึ้นอยู่กับความละเอียด, ระบบสี, อัตราส่วนความคมชัด และค่าความสว่าง คุณสามารถใช้หลักเกณฑ์ด้านล่างในการพิจารณาได้

เลือกระบบสี DLP เป็นหลัก แต่หากคุณต้องการความละเอียดของภาพสูงให้เลือก LCOS

มินิโปรเจคเตอร์  ที่นิยมนั้นส่วนมากจะใช้ระบบสี DLP เป็นหลัก แต่ถ้าคุณกำลังมองหาภาพความละเอียดที่สูงขึ้น เราแนะนำให้ใช้ระบบสี LCOS ส่วนความละเอียดต่ำสุดก็จะเป็นระบบสี LCD แต่ข้อดีคือมีราคาที่ย่อมเยากว่าตัวอื่น ระบบสี DLP มีข้อดี คือ มีขนาดเล็กกะทัดรัดและราคาไม่แพง ขนาดเล็กพอ ๆ กับสมาร์ทโฟน แต่มีข้อเสีย คือ เนื่องจากต้องยิงแสงผ่านวงล้อสี จึงทำให้เห็นแสงรุ้ง (Rainbow Effect) ระหว่างฉายได้ง่าย ส่วนระบบสี LCOS เป็นระบบที่สามารถรองรับความละเอียดภาพขนาด 4K โดยที่ภาพมีความคมชัดสูงมาก และได้ภาพที่สวยงาม แต่ข้อเสีย คือ ราคาค่อนข้างแพง เหมาะสำหรับผู้ที่งบไม่ใช่ปัญหา และต้องการภาพที่มีคุณภาพสูง

ความละเอียดที่แนะนำคือ 800 × 480 ขึ้นไป ต้องการคุณภาพสูงให้เลือก Full HD

หากคุณกำลังมองหามินิโปรเจคเตอร์  ที่มีภาพที่ค่อนข้างละเอียด ให้เลือกรุ่นที่ความละเอียดมาตรฐานที่ 800 x 480 ขึ้นไป ความละเอียดจะแสดงด้วยตัวเลข เช่น 1024 × 768 ยิ่งตัวเลขสูง ความละเอียดของภาพก็จะสูงขึ้นตาม และบางครั้งความละเอียดจะแสดงเป็นตัวย่อภาษาอังกฤษ เช่น SVGA (600 ×800), XGA (1024×768), Full HD (1920×1080) ฯลฯ

สำหรับท่านที่ต้องการภาพที่มีความละเอียดระดับสูง เราขอแนะนำให้คุณเลือกโปรเจคเตอร์ ที่มีความละเอียดระดับ Full HD ซึ่งเพียงพอที่ทำให้คุณเพลิดเพลินกับภาพที่สวยงามขณะใช้งานได้แล้ว

ถ้าฉายในที่มืด เลือกค่าความสว่างที่ 100 lm / ที่แสงเยอะ เลือกค่าความสว่างที่ 500 lm ขึ้นไป

สิ่งสำคัญเมื่อทำการฉายโปรเจคเตอร์ คือ เลือกสถานที่ในการฉายให้เข้ากับค่าความสว่างของโปรเจคเตอร์ ความสว่างจะแสดงในหน่วยของ LM (ลูเมน) และยิ่งโปรเจคเตอร์มีจำนวนลูเมนมากเท่าไร ภาพที่ได้ก็จะชัดเจนขึ้นแม้ฉายในห้องที่มีแสงสว่างจ้า

หากคุณฉายโปรเจคเตอร์ ในสภาพแวดล้อมที่มืดมาก เช่น การตั้งแคมป์ในตอนกลางคืนหรือในห้องที่มืดสนิท การใช้โปรเจคเตอร์ ที่มีความสว่าง 100 lm ก็เพียงพอแล้ว ในทางกลับกันถ้าฉายในห้องประชุมที่ไม่มีผ้าม่านกันแสงเข้าในตอนกลางวันจะทำให้ห้องสว่างมาก ค่าความสว่างที่ใช้อย่างน้อยควรจะอยู่ที่ 500 ถึง 1,000 lm อย่างไรก็ตามยิ่งตั้งค่าความสว่างสูง ยิ่งทำให้เปลืองแบตเตอรี่มากขึ้น หากคุณใช้แบตเตอรี่ในการฉาย อาจจะทำให้ระยะเวลาในการฉายโปรเจคเตอร์สั้นลง

อัตราส่วนความคมชัดมากกว่า 1000: 1 สามารถแสดงภาพสีดำได้อย่างสวยงาม

หากคุณซื้อมินิโปรเจคเตอร์ มาสำหรับเพื่อดูหนังและเล่นเกมส์ อีกหนึ่งจุดที่ควรคำนึงถึงก็คืออัตราส่วนความคมชัด เนื่องจากอัตราส่วนความคมชัดบ่งบอกถึงอัตราส่วนการตัดกันระหว่างสีขาวและสีดำ ยิ่งตัวเลขค่าความคมชัดสูง ก็ยิ่งมีความเข้มของสีดำสูง และมีคุณสมบัติการไล่สีในระดับที่เนียนตาในขณะฉายโปรเจคเตอร์

ยกตัวอย่างเช่น อัตราส่วนความคมชัดที่ 2000:1 ก็จะให้สีภาพที่คมชัดกว่า 1000:1 โปรเจคเตอร์ ที่จำหน่ายอยู่ในตลาดหลายรุ่นที่มีอัตราส่วนความชัดที่ 1,000: 1 ซึ่งมีราคาไม่แพงเกินไปนัก ดังนั้นการใช้อัตราส่วนความคมชัดที่ 1,000: 1 ถือเป็นบรรทัดฐานต่ำสุดในการเลือกโปรเจคเตอร์สักตัว

เลือกมินิโปรเจคเตอร์จากความจุแบตเตอรี่ที่มากกว่า 4000 mAh เพื่อขยายเวลาในการดูภาพยนตร์

หากคุณใช้โปรเจคเตอร์ ในการประชุม เล่นเกมส์ หรือฉายภาพยนตร์ที่กินเวลานาน คุณควรเลือกแบตเตอรี่ที่มีความจุเกิน 4000 mAh ขึ้นไป หรือสามารถชาร์จกับ USB, PC หรือพาวเวอร์แบงก์ได้ มินิโปรเจคเตอร์ ประเภทนี้ถือว่าสะดวกในการใช้งานที่ใช้เวลานานมาก

มินิโปรเจคเตอร์  ส่วนใหญ่ใช้พลังงานจากแบตเตอรี่ และฉายได้ในสภาพแวดล้อมที่ไม่มีเต้าเสียบ สำหรับผู้ที่ใช้งานโปรเจคเตอร์ บ่อย ๆ ควรหมั่นตรวจสอบความจุของแบตเตอรี่และระยะเวลาที่ใช้ในการฉายภาพก่อนการใช้งานแต่เนิ่น ๆ ทุกครั้ง

เลือกมินิโปรเจคเตอร์ จากระยะฉายและขนาดของภาพ และรุ่นโฟกัสสั้นหากใช้ในที่แคบ

ก่อนอื่นลองพิจารณาว่าคุณต้องการฉายภาพขนาดใหญ่แค่ไหน ซึ่งส่วนมากแล้วขนาดของภาพจะวัดกันเป็นนิ้ว คุณสามารถกะระยะจากพื้นที่ที่คุณต้องการฉายก่อนเลือกซื้อโปรเจคเตอร์ และพิจารณาเลือกขนาดของภาพฉายได้ตามจำนวนของคนดูขณะฉาย โดยเฉพาะเวลาใช้ในงานประชุมหรืองานสัมมนาธุรกิจขนาดย่อม
อย่างไรก็ตามระยะห่างระหว่างหน้าจอและโปรเจคเตอร์ก็เป็นสิ่งที่ควรตรวจสอบเช่นกัน ยิ่งระยะห่างมากเท่าไหร่ยิ่งสามารถฉายภาพได้ใหญ่ขึ้น แต่ถือเป็นเรื่องยากในพื้นที่ขนาดเล็ก หากคุณต้องการฉายภาพขนาดใหญ่ในห้องขนาดกะทัดรัด เราแนะนำให้เลือกรุ่นที่มีโฟกัสสั้นจะทำให้ฉายภาพได้ใหญ่ขึ้นแม้ระยะฉายจะสั้น

ตรวจสอบการเชื่อมต่อว่าเป็นพอร์ต HDMI, USB หรือ Wi-Fi

ปัจจุบันช่องเสียบสายของ PC เป็นพอร์ต HDMI ดังนั้นมินิโปรเจคเตอร์ ที่เราจะซื้อต้องสามารถเชื่อมต่อกับพอร์ต HDMI ได้ นอกจากการเชื่อมต่อกับ PC หากคุณต้องการเชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต คุณจำเป็นต้องใช้อะแดปเตอร์สำหรับช่องต่อพอร์ต HDMI จากฝั่งสมาร์ทโฟน

หากคุณมีการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์มือถืออื่น ๆ โปรดตรวจสอบว่าสามารถเชื่อมต่อกับพอร์ต MHL ได้หรือไม่ เพื่อที่คุณจะสามารถเชื่อมต่อจากพอร์ต USB ได้เลย นอกจากนี้ยังมีรุ่นที่สามารถเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi ได้ จึงสะดวกสำหรับผู้ใช้งานที่ไม่ชอบความยุ่งยากเป็นอย่างมาก

อย่าลืมตรวจสอบฟังก์ชั่นเพิ่มเติมของมินิโปรเจคเตอร์ เช่น แก้ไขภาพคางหมูและเสียงเงียบขณะใช้งาน

แม้ว่าจะเป็นมินิโปรเจคเตอร์ แต่หลายรุ่นมีฟังก์ชั่นที่ไม่ได้ด้อยกว่าโปรเจคเตอร์ ตัวใหญ่เลยทีเดียว ตัวอย่างเช่น “ฟังก์ชั่นการแก้ไขภาพคางหมู” ซึ่งเป็นฟังก์ชั่นที่สามารถปรับขนาดหน้าจอได้โดยอัตโนมัติเมื่อฉายภาพจากมุมก้มหรือมุมเงย หรือ ฟังก์ชั่นใช้ไฟ LED เพื่อประหยัดพลังงาน รวมไปถึงมีเสียงเงียบในขณะที่กำลังฉายภาพ

หากมินิโปรเจคเตอร์  ที่คุณหมายตาไว้มีขนาดและราคาใกล้เคียงกัน เราขอแนะนำให้คุณเลือกจากการเปรียบเทียบฟังก์ชั่นเพิ่มเติมเพื่อประโยชน์สูงสุดในการใช้งาน

สอบถามสินค้าอื่นๆ ติดต่อทาง siamprojector

ติดต่อได้ที่ เบอร์โทร 095-4466266 , 089-8415456 , 02-101-9982

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *